การแชร์ Wi - Fi ผ่านคอมพิวเตอร์
ภาพประกอบวิธีตั้งค่าการใช้งาน
1
2
3
4
5
6
7
8
9.
10.
11.
12. ทดสอบการปล่อย Wi - Fi
ถ้าเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ ก็เปิด cmd แล้วพิม
netsh wlan start hostednetwork
ถ้าจะปิดการแชร์เนตก็ให้ใช้คำสั่ง
netsh wlan stop hostednetwork
Video สาธิตการตั้งค่า
การแชร์ Wi - Fi ด้วย Windows 7
you must run this command from a command prompt with administrator privilege.
** กรณีที่เจอปัญหาดังต่อไปนี้ **
• ตอนเปิด CMD ให้คลิกขวาที่ไอคอนแล้วเลือก Run as asministrator
'netsh' is not recognized as an internal or external command, operable program or batch file
• ไฟล์ batch ของ netsh หาย ให้ลองเช็คที่ C:/Windows/system32 ว่ามีหรือป่าว
ถ้าไม่มีก็แปลว่าเป็นปัญหาที่ตัว Windows ที่ใช้อยู่
• ไฟล์ batch ของ netsh หาย ให้ลองเช็คที่ C:/Windows/system32 ว่ามีหรือป่าว
ถ้าไม่มีก็แปลว่าเป็นปัญหาที่ตัว Windows ที่ใช้อยู่
การโอน - ส่งไฟล์ข้อมูลผ่านโปรแกรม Team Viewer
ขั้นตอนการติดตั้ง โปรแกรม
Click
เว็บไซค์ สำหรับผู้ฝึกหัดใช้เริ่มต้นศึกษา http://www.teamviewer.com/th/help/firststeps.aspx
Watching How to use by Videos
Team Viewer 5
วิธีติดตั้ง
คู่มือการใช้งาน
เทคนิคการโอนย้ายข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ ด้วย SWITCHING

วิธีเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องเข้าด้วยกัน
- ทั้ง 2 วิธีจะมีหลักการคล้ายๆ กัน คือวิธีที่ 1 ต่อสายแลนจากคอมพิวเตอร์เข้า Switch แต่ถ้าเป็นกรณีที่ 2 ต้องสายแลนเข้าด้วยกันระหว่างสองคอมพิวเตอร์
- กำหนด IP Address ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยการเข้าเมนู Control Panel
- คลิกเลือก Network Connection
- ให้เลือก Lan Area Connection คลิกขวาเลือก Properties
- ในช่อง "This connection uses the following items" ให้คลิกเลือก "Internet Protocol (TCP/IP) และคลิก Properties
- พิมพ์ IP Address ดังนี้
- IP Address: 192.168.0.100
- Subnet mask: 255.255.255.0
- Default Gateway: 192.168.0.1
- สำหรับคอมพิวเตอร์อีกเครื่องให้พิมพ์เหมือนกัน ยกเว้น IP Address ให้พิมพ์ต่างกัน เช่น 192.168.0.101 เป็นต้น
- จากนั้นให้คลิกไอคอน My Network Places
- คลิก View workgroup computers
- จากนั้น คุณจะเห็นคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ให้คลิกเลือกได้เลย
- ถ้าเครื่องคอมฯ อีกเครื่องมี password คุณจะต้องใส่ user name และ password ให้ถูกต้องด้วย
ดังตัวอย่างจากวิดิโอต่อไปนี้
v
v
v
v
Thank you www.youtube.com
Subnet Mark คือ ?
"Subnet Mask คืออะไร มีหน้าที่อย่างไร แล้วทำไมเวลาพูดถึง IP address จะต้องพูดถึง Subnet Mask ควบคู่กันทุกครั้งไป แล้ว IP address ไปสัมพันธ์กับเจ้า Subnet Mask อย่างไร ??????"
Subnet Mask คือตัวที่จะช่วยทำให้เราสามารถระบุได้ว่า IP address เบอร์นั้นๆ มี Network ID คืออะไร
โครงสร้างของ Subnet Mask
Subnet Mask มีต้นกำเนิดมาจากเลขฐานสอง (0 หรือ 1) เช่นเดียวกับ IP address ครับ โดย Subnet Mask จะเป็นเลขฐานสองที่มีขนาดทั้งหมด 32 bit และแบ่งออกเป็น 4 ชุด ชุดละ 8 bit โดยแต่่ละชุดจะถูกคั่นด้วยจุด
ลักษณะเด่นของ Subnet Mask
Subnet Mask จะเป็นเลขฐานสองที่มีขนาด 32 bit โดยเลขฐานสองทั้ง 32 bit นี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา ซึ่งทั้งฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้
- เลขฐานสองทุก bit ที่อยู่ฝ่ายซ้าย จะต้องมีค่าเป็น 1 เสมอ (จะมี 0 มาแทรกไม่ได้เด็ดขาด)
- เลขฐานสองทุก bit ที่อยู่ฝ่ายขวา จะต้องมีค่าเป็น 0 เสมอ (จะมี 1 มาแทรกไม่ได้เด็ดขาด)
หมายเหตุ เลขฐานสอง 1 ตัว เราเรียก 1 bit
Subnet Mask แตกต่างจาก IP address อย่างไร !!
- IP address ที่เป็นเลขฐานสอง ทั้ง 32 bit ตำแหน่งไหนจะเป็น 0 หรือตำแหน่งไหนจะเป็น 1 ก็ได้ ไม่มีกฏเกณฑ์ในการแบ่งว่า 1 ต้องเรียงกัน หรือ 0 ต้องเรียงกันเหมือนอย่าง Subnet Mask
- Subnet Mask ที่เป็นเลขฐานสอง ทั้ง 32 bit จะต้องเริ่มต้นกำหนดก่อนว่าจะเริ่มแบ่งฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาที่จุดใด (กฏเกณฑ์ในการแบ่งฝ่ายว่าจะเริ่มที่จุดใด ลองอ่านไปเรื่อยๆ จะเข้าใจเองครับ) โดย bit ทั้งหมดที่อยู่ฝ่ายซ้ายจะต้องเป็น 1 ทั้งหมดทุก bit จะมี 0 มาแทรกไม่ได้เด็ดขาด และ bit ทั้งหมดที่เป็นฝ่ายขวาจะต้องเป็น 0 ทั้งหมดทุก bit จะมี 1 มาแทรกไม่ได้เด็ดขาด
ตัวอย่างของการคำนวณหา Network ID โดยการนำ IP address มา AND กับ Subnet Mask ดังรูปข้างล่างครับ
จากรูปข้างบน เราสามารถสรุปได้ว่า เมื่อเรานำ IP address 10.100.31.9 มา AND กับ Subnet Mask 255.0.0.0 แล้ว เราจะได้ Network ID = 10.0.0.0
Network ID = 10
Host ID = .0.0.0 (.0.0.0 เป็นตัวแทนของ Host ID ใดๆ)
Host ID = .0.0.0 (.0.0.0 เป็นตัวแทนของ Host ID ใดๆ)
ตัวอย่างที่ 2

จากรูปข้างบน เราสามารถสรุปได้ว่า เมื่อเรานำ IP address 172.16.7.41 มา AND กับ Subnet Mask 255.255.0.0 แล้ว เราจะได้ Network ID = 172.16.0.0
Network ID = 172.16
Host ID = .0.0 (.0.0 เป็นตัวแทนของ Host ID ใดๆ)

จากรูปข้างบน เราสามารถสรุปได้ว่า เมื่อเรานำ IP address 172.16.7.41 มา AND กับ Subnet Mask 255.255.0.0 แล้ว เราจะได้ Network ID = 172.16.0.0
Network ID = 172.16
Host ID = .0.0 (.0.0 เป็นตัวแทนของ Host ID ใดๆ)
ตัวอย่างที่ 3

จากรูปข้างบน เราสามารถสรุปได้ว่า เมื่อเรานำ IP address 192.168.89.11 มา AND กับ Subnet Mask 255.255.255.0 แล้ว เราจะได้ Network ID = 192.168.89.0
Network ID = 192.168.89
Host ID = .0 (.0 เป็นตัวแทนของ Host ID ใดๆ)

จากรูปข้างบน เราสามารถสรุปได้ว่า เมื่อเรานำ IP address 192.168.89.11 มา AND กับ Subnet Mask 255.255.255.0 แล้ว เราจะได้ Network ID = 192.168.89.0
Network ID = 192.168.89
Host ID = .0 (.0 เป็นตัวแทนของ Host ID ใดๆ)
สรุป Subnet Mask และ Prefix Length
Videos watching
^
^
^
^
การแบ่ง Subnet Mark
มาทำความรู้จักกับ IP Address ?
IP Address ย่อมาจากคำเต็มว่า Internet Protocal Address คือหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลแบบ TCP/IP
ถ้าเปรียบเทียบก็คือบ้านเลขที่ของเรานั่นเอง ในระบบเครือข่าย จำเป็นจะต้องมีหมายเลข IP กำหนดไว้ให้กับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ต้องการ IP ทั้งนี้เวลามีการโอนย้ายข้อมูล หรือสั่งงานใดๆ จะสามารถทราบตำแหน่งของเครื่องที่เราต้องการส่งข้อมูลไป จะได้ไม่ผิดพลาดเวลาส่งข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด เช่น 192.168.100.1 หรือ 172.16.10.1 เป็นต้น โดยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีค่าไม่ซ้ำกัน สิ่งตัวเลข 4 ชุดนี้บอก คือ Network ID กับ Host ID ซึ่งจะบอกให้รู้ว่า เครื่อง computer ของเราอยู่ใน network ไหน และเป็นเครื่องไหนใน network นั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Network ID และ Host ID มีค่าเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า IP Address นั้น อยู่ใน class อะไร
ตัวอย่าง IP Address
Class A ตั้งแต่ 10.xxx.xxx.xxx
Class B ตั้งแต่ 172.16.xxx.xxx ถึง 172.31.xxx.xxx
Class C ตั้งแต่ 192.168.0.xxx ถึง 192.168.255.xxx
Class A ตั้งแต่ 10.xxx.xxx.xxx
Class B ตั้งแต่ 172.16.xxx.xxx ถึง 172.31.xxx.xxx
Class C ตั้งแต่ 192.168.0.xxx ถึง 192.168.255.xxx
เรียนรู้ผ่านสื่อรูปแบบ Video
IP Address <<< คลิ๊ก ! เพื่อชมการอธิบายรูปแบบ version 4
วิธีเช็คเลข IP Address ของเครื่อง ผ่าน Ping <<< Click here !!
การทำงานของ IP Address <<< Click here !!
Class IP Address !!
Click playing for seeing
Class D
Class B
Class A
Class E
^
^
^
How to change IP Address
วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
Network & Data
LAN คืออะไร ?
LAN ย่อมาจาก Local Area Network คือระบบเครือข่าย แบบเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด เช่น ในอาคารเดียวกัน หรือบริเวณเดียวกันที่สามารถลากสายถึงกันได้โดยตรง ส่วนมากจะใช้สายเคเบิ้ล หรือ ที่เรียกกันว่า สายแลน เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ อัตราเร็วของเครือข่าย LAN อยู่ที่ระหวาง 1-100 Mbps ทั้งนี้ความเร็วขอมูลขึ้นอยู่กับ ตัวกลางสายส่งที่ใช้ เทคนิคการส่งสัญญาณ และข้อกำหนดของผู้ให้บริการเน็ตเวิร์ค
การเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 3 รูปแบบ คือ
3.Ring เป็นระบบที่มีการส่งข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีเครื่อง Server หรือ Switch ในการปล่อย Token เพื่อตรวจสอบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใดต้องการส่งข้อมูลหรือไม่และระหว่างการส่งข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องทำการรอให้ข้อมูลก่อนหน้านั้นถูกส่งให้สำเร็จเสียก่อน
ข้อดีของระบบ LAN
เนื่องจาผู้ใช้คอมพิเตอร์ในวง LAN เดียวกันสามารถใช้ทรัพยากรที่มีในวง LAN ร่วมกันได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสำหรับอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ หรือสแกนเนอร์ เป็นต้น การขนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องต่อเครื่องในระบบ ทำได้รวดเร็วกว่าการขนย้ายข้อมูลด้วยแผ่นดิสเก็ต เป็นระบบพื้นฐานในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต
ข้อเสียของระบบ LAN
ถ้าสายเคเบิ้ลขาดจะไม่สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้
ส่วนประกอบพื้นฐานของระบบ LAN
1. ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (NOS: Network Operating System)
มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของเครือข่าย เช่นเดียวกับการที่ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งในเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer เช่น Windows for Workgroups จะมีระบบปฏิบัติการเครือข่ายอยู่ในเครื่องทุกเครื่องของเครือข่าย ในขณะที่ในเครือข่ายแบบ Server-based เช่น Netware หรือ Windows NT นั้น ระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะอยู่ที่เครื่อง Server ในขณะที่ workstation จะใช้ซอฟต์แวร์ขนาดเล็กอีกตัวในการติดต่อรับ-ส่งข้อมูลกับ Server
2. เครื่องเซิร์ฟเวอร์และสถานีงาน (Server and Workstation) ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบกันเป็นเครือข่ายนั่นเอง โดยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) จะเป็นเครื่องหลักที่มีหน้าที่ให้บริการต่างๆ ได้แก่สถานีงาน (Workstation) หรือโหนด (Node) ซึ่งบริการหลัก ๆ ก็คือ บริการแฟ้มข้อมูล (File Server) บริการเครื่องพิมพ์ (Print Server) บริการ FAX (FAX Server) บริการฐานข้อมูล (Database Server) เป็นต้น ส่วน Workstation นั้นก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ใช้ในการ ติดต่อเข้าเครือข่ายนั่นเอง
3. แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card-NIC) จะเป็นอุปกรณ์ที่เป็นแผนวงจรสำหรับเสียบเข้าช่องต่อขยาย (expansion bus) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถต่อสายของเครือข่ายเข้ามาและทำการติดต่อส่งข้อมูลกับเครือข่ายได้
4. สื่อส่งข้อมูล (Media) ระบบการเดินสายจะเป็นสื่อที่เชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจประกอบด้วยสายแบบต่าง ๆ คือ UTP/STP, Coaxial, Fiber Optic หรือแม้แต่การเชื่อมกันแบบไร้สาย เช่น Infrared หรือสัญญาณวิทยุก็ได้
5. ทรัพยากรและอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกัน (Shared Resources and Peripherals) จะรวมถึงอุปกรณ์หน่วยความจำถาวร เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือเทปที่ต่ออยู่กับเครื่อง Server ตลอดจนเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งผู้ใช้ในเครือข่ายที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้งานได้
1. ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (NOS: Network Operating System)
มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของเครือข่าย เช่นเดียวกับการที่ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งในเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer เช่น Windows for Workgroups จะมีระบบปฏิบัติการเครือข่ายอยู่ในเครื่องทุกเครื่องของเครือข่าย ในขณะที่ในเครือข่ายแบบ Server-based เช่น Netware หรือ Windows NT นั้น ระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะอยู่ที่เครื่อง Server ในขณะที่ workstation จะใช้ซอฟต์แวร์ขนาดเล็กอีกตัวในการติดต่อรับ-ส่งข้อมูลกับ Server
2. เครื่องเซิร์ฟเวอร์และสถานีงาน (Server and Workstation) ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบกันเป็นเครือข่ายนั่นเอง โดยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) จะเป็นเครื่องหลักที่มีหน้าที่ให้บริการต่างๆ ได้แก่สถานีงาน (Workstation) หรือโหนด (Node) ซึ่งบริการหลัก ๆ ก็คือ บริการแฟ้มข้อมูล (File Server) บริการเครื่องพิมพ์ (Print Server) บริการ FAX (FAX Server) บริการฐานข้อมูล (Database Server) เป็นต้น ส่วน Workstation นั้นก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ใช้ในการ ติดต่อเข้าเครือข่ายนั่นเอง
3. แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card-NIC) จะเป็นอุปกรณ์ที่เป็นแผนวงจรสำหรับเสียบเข้าช่องต่อขยาย (expansion bus) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถต่อสายของเครือข่ายเข้ามาและทำการติดต่อส่งข้อมูลกับเครือข่ายได้
4. สื่อส่งข้อมูล (Media) ระบบการเดินสายจะเป็นสื่อที่เชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจประกอบด้วยสายแบบต่าง ๆ คือ UTP/STP, Coaxial, Fiber Optic หรือแม้แต่การเชื่อมกันแบบไร้สาย เช่น Infrared หรือสัญญาณวิทยุก็ได้5. ทรัพยากรและอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกัน (Shared Resources and Peripherals) จะรวมถึงอุปกรณ์หน่วยความจำถาวร เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือเทปที่ต่ออยู่กับเครื่อง Server ตลอดจนเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งผู้ใช้ในเครือข่ายที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้งานได้

















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น